ถ้าวันนี้คุณเติมน้ำมัน 500 บาท แล้วรู้สึกว่าเข็มน้ำมันแทบไม่ขยับ FINSTREET อยากบอกว่าไม่ได้คิดไปเอง เพราะเรากำลังอยู่ในยุค “New High” ที่ ราคาน้ำมัน พุ่งทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ถ้าย้อนไป 50 ปีก่อน ตัวเลขหน้าปั๊มต่างจากวันนี้มหาศาล แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยเจอวิกฤตพลังงาน เพราะมันคือวงจรที่เกิดขึ้นซ้ำตามจังหวะโลก บทความนี้ จะพาย้อนรอยประวัติศาสตร์ 5 ทศวรรษของราคาน้ำมัน พร้อมแชร์วิธีใช้ น้ำมันแพง หรือเติมน้ำมันรถแพงๆ ให้คุณรอดจากค่าครองชีพปี 2569 นี้ได้มากที่สุด

ไทม์ไลน์ 50 ปี ราคาน้ำมัน จากลิตรละ 2 บาท สู่ 2 ลิตร 100 บาท แล้ว น้ำมันแพง ขึ้นได้ยังไงบ้าง
จากยุคที่แบงก์ร้อยใบเดียวเติมน้ำมันได้เต็มถัง สู่ยุคที่ราคาพลังงานผันผวนจนยากจะคาดเดา ซึ่งตัวเลขที่เปลี่ยนไป มักมีเหตุการณ์โลกซ่อนอยู่เบื้องหลังเสมอ มาไล่ดูไปพร้อมกันว่า ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา มีตัวแปรไหนบ้างที่เปลี่ยนน้ำมันหลักหน่วยให้กลายเป็นหลักสิบ ที่สะเทือนกระเป๋าคนไทยในแต่ละยุค
ยุคที่ 1 ช็อกแรก : โลกรู้จักคำว่าน้ำมันขาดแคลน พ.ศ.2516-2523
- ราคาเบนซิน 2.30 → 3.62 บาท/ลิตร (+57%)
- ราคาดีเซล 1.05 → 2.33 บาท/ลิตร (+122%)
จุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์น้ำมันขึ้นราคาที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2516 คือยุครัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร เหตุมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (อาหรับ-อิสราเอล) ทำให้ กลุ่ม OPEC ลดกำลังการผลิตลงอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นเกือบ 4 เท่าในระยะเวลาเพียงปีเดียว
ในยุคนั้นพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่เป็นเรื่องของการมีหรือไม่มีให้ใช้ ซึ่งรัฐบาลต้องออกกฎหมายควบคุมการใช้พลังงานอย่างเข้มงวด แม้ส่วนใหญ่จะเป็นการขอความร่วมมือ แต่แรงกระแทกจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งแตะ 24% ก็ทำให้ชีวิตคนไทยเปลี่ยนไปตลอดกาลในปลายปี พ.ศ.2517
ต่อเนื่องมาถึงยุค พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ที่วิกฤตรอบสองซ้ำเติมจนเกิดสภาวะค่าไฟแพงและสินค้าขาดแคลน สะท้อนผ่านบทเพลงคลาสสิกอย่าง เพลงน้ำมันแพง ที่มีเนื้อร้องว่า “น้ำมัน ขาดแคลน คุยกับแฟน ก็ต้องดับไฟ” ที่ยังคงเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้
ยุคที่ 2 สงครามอ่าว : เบรกหัวทิ่มกลางยุคฟองสบู่ พ.ศ.2533
- ราคาเบนซิน 8.45 → 11.05 บาท/ลิตร (+31%)
- ราคาดีเซล 6.10 → 8.40 บาท/ลิตร (+38%)
เดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2533 อิรักบุกยึดคูเวต สงครามอ่าวเปอร์เซียเริ่มต้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งจาก 18.9 ไปแตะ 31 ดอลลาร์/บาร์เรลในเวลาไม่กี่เดือน ขณะที่ไทยยุครัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ กำลังเฟื่องฟูอยู่กับ “ฟองสบู่เศรษฐกิจ” ซึ่งน้ำมันเบนซินขึ้นราคาทีเดียว 31% ฟ้องให้เห็นชัดว่าไทยในฐานะประเทศนำเข้าน้ำมัน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามที่อยู่อีกซีกโลกได้เลย
ยุคที่ 3 ไทยสู้กลับ : ใช้พลังงานทางเลือกอย่างแก๊สโซฮอล์ พ.ศ.2546-2551
- ราคาเบนซินสูงสุด 42.89 บาท/ลิตร
- ราคาดีเซลสูงสุด 44.24 บาท/ลิตร
ยุคนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างพลังงานไทย เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี พ.ศ.2551 เริ่มต้นทางจากยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ที่ราคาน้ำมันดิบเริ่มไต่ระดับ และสะสมจนพุ่งพรวดในยุครัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ในวิกฤตก็มีนวัตกรรมเกิดขึ้น ภายใต้พระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานทดแทนอย่างเต็มตัว
เพราะวันที่ 7 มกราคม 2546 ไทยเปิดตัว แก๊สโซฮอล์ 95 และ NGV เป็นทางการครั้งแรก ตามแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ในการหาพลังงานทดแทน ต่อมาในปี พ.ศ.2550 เพิ่ม “แก๊สโซฮอล์ 91” และปี พ.ศ.2551 พัฒนา E20 ที่ผสมเอทานอล 20% ช่วยประหยัดได้กว่า 6 บาท/ลิตรเมื่อเทียบกับเบนซินล้วน คนไทยเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากเติมเบนซินเพียวๆ มาสู่น้ำมันผสมเอทานอล
ยุคที่ 4 เบนซินเฉียด 50 บาท : สถิติใหม่เกือบ All-Time High พ.ศ.2557
- ราคาเบนซินสูงสุด 49.15 บาท/ลิตร
- ราคาดีเซล 29.99 บาท/ลิตร
วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 กลายเป็นวันที่คนไทยต้องจดจำเมื่อน้ำมันเบนซินทำราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ณ ขณะนั้น ในช่วงปลายรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปัจจัยไม่ได้มาจากแค่สงคราม แต่รวมถึงนโยบายภายใน เช่น การยกเลิกเบนซิน 91 และการปรับโครงสร้างเงินกองทุนน้ำมัน ทำให้ตัวเลขหน้าปั๊มเฉียด 50 บาท จนหลายคนคิดว่านี่คงเป็นจุดสูงสุดแล้ว
ยุคที่ 5 โควิดระบาดทั่วโลก : ช่วงสั้นๆ ที่น้ำมันราคาลง พ.ศ.2563
- ราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ต่ำกว่า 26.75 บาท/ลิตร
- ราคาดีเซล ต่ำกว่า 28.29 บาท/ลิตร
ในยุครัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวิกฤต COVID-19 ทำให้เกิดความต้องการใช้พลังงานหยุดชะงักทั่วโลก เลยได้เห็นภาพประวัติศาสตร์ที่ราคาน้ำมันดิบติดลบในตลาดล่วงหน้า และราคาขายปลีกในไทยดิ่งต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ มันคือช่วงเวลาสั้นมากๆ ที่คนไทยเติมน้ำมันแบบยิ้มกว้างที่สุดในรอบทศวรรษ ก่อนที่โลกจะฟื้นตัวและราคาจะพุ่งกลับมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ยุคที่ 6 สงคราม + หนี้กองทุน : All-Time High พ.ศ.2565-2569
- ราคาเบนซิน 95 ทะลุ 52 บาท (2565) → 57.51 บาท (2569)
- ราคาดีเซลพรีเมียม 57.84 บาท/ลิตร
ต้นปี 2565 รัสเซียบุกยูเครน ราคาพลังงานโลกพุ่งทันที เบนซิน 95 ในไทยทะลุ 52 บาทเป็นครั้งแรก รัฐบาลต้องอัดเงินจากกองทุนน้ำมันจำนวนมหาศาลเพื่อตรึงดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 35 บาท จนกองทุนติดลบสะสมอย่างหนัก เมื่อไม่สามารถอุ้มต่อได้อีก รัฐบาลภายใต้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, เศรษฐา ทวีสิน, แพทองธาร และอนุทิน ชาญวีรกูล ทยอยปล่อยให้ราคาปรับตัวตามตลาด ประกอบกับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อชดใช้กองทุนที่ติดลบ ราคาน้ำมันในปี พ.ศ. 2569 จึงพุ่งทำลายทุกสถิติ
ส่องภาพรวมราคาน้ำมันไทย 12 ปีย้อนหลัง พ.ศ.2558-2569
ถ้าไทม์ไลน์ 50 ปีข้างต้นทำให้เห็นภาพใหญ่ว่าวิกฤตเกิดขึ้นได้ทุกยุค ตารางนี้จะพาซูมเข้ามาในทศวรรษที่คนส่วนใหญ่จำได้ชัดที่สุด ตั้งแต่ช่วงที่น้ำมันยังพอซื้อไหว ผ่านยุคโควิดที่ราคาดิ่งเหวชั่วคราว จนมาถึงปัจจุบันที่ทุบสถิติทุกตัว ลองมาดูราคาน้ำมันในไทยกันได้เลย

หมายเหตุ : ราคาสูงสุดรายปี ณ สถานีบริการน้ำมันในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล อ้างอิงจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน
ชวนหาคำตอบว่าทำไมน้ำมันไทยถึงแพงกว่าที่หลายคนคิด?
เวลาจ่ายเงินเติมน้ำมัน 500 บาท หรือเห็นตัวเลข 57 บาทที่หน้าตู้จ่ายน้ำมัน เราไม่ได้จ่ายแค่ค่าน้ำมันดิบที่ขุดขึ้นมาจากหลุม แต่ในหนึ่งลิตรที่เราเติม มีการแบ่งเงินออกเป็น 3 ก้อนหลักที่ทับซ้อนกันอยู่ คือ
- ก้อนที่ 1 : ราคาเนื้อน้ำมัน (ประมาณ 60-70%) นี่คือต้นทุนที่แท้จริงซึ่งอ้างอิงจากราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ ไม่ใช่ราคาที่ไทยกำหนดเอง เนื่องจากเรานำเข้าน้ำมันดิบถึง 90% เราจึงเป็นผู้รับราคาตามกลไกโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้
- ก้อนที่ 2 : ภาษีที่มองไม่เห็น (ประมาณ 25-34%) เงินเหล่านี้ประกอบด้วยภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และ VAT 7% ก้อนนี้คือรายได้หลักของรัฐบาลที่จัดเก็บทุกครั้งที่คุณบิดกุญแจสตาร์ทรถ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของราคาขายปลีก
- ก้อนที่ 3 : กองทุน + ค่าการตลาด (ประมาณ 5%) กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำหน้าที่เป็นกระปุกออมสินพลังงานของชาติ ถ้าน้ำมันโลกถูกก็จะถูกเก็บเงินเข้ากองทุน แต่ในยุค All-Time High ที่กองทุนติดลบมหาศาลจากการอุ้มราคาดีเซลไว้ก่อนหน้านี้ จึงต้องจ่ายเพิ่มเพื่อชดใช้หนี้ก้อนนี้คืน
ดังนั้น แม้ราคาน้ำมันโลกจะไม่ได้พุ่งสูงที่สุด แต่หนี้สะสมและโครงสร้างภาษีคือตัวการที่ทำให้ตัวเลขหน้าปั๊มในไทยยังคงตัวอยู่ในระดับสูงนั่นเอง

4 เทคนิคใช้รถให้คุ้ม เปลี่ยนการเติมน้ำมันแพงให้เป็นเงินเหลือ
ในเมื่อเราเปลี่ยนราคาโลกไม่ได้ และเปลี่ยนโครงสร้างภาษีเองไม่ได้ สิ่งเดียวที่คุมได้คือพฤติกรรมของเรา และนี่คือ 4 เทคนิคที่ช่วยให้การเติมน้ำมันขึ้นราคาในแต่ละครั้งได้คุ้มค่ามากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
เทคนิค 1 เติมก่อนน้ำมันขึ้นราคา คุ้มค่าที่สุด
หลายคนติดภาพจำว่าต้องตื่นไปเติมน้ำมันตอนเช้ามืดเพราะอากาศเย็นจะได้เนื้อน้ำมันเยอะ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีผลต่อปริมาณ เพราะถังเก็บน้ำมันใต้ดินคุมอุณหภูมิคงที่ตลอดเวลา ความคุ้มค่าจริงอยู่ที่การชิงลงมือก่อนที่น้ำมันจะขึ้นราคามากกว่า แต่การรีบเติมก่อนราคาขึ้นก็ไม่ได้คุ้มค่าเสมอไป ตัวอย่างเช่น
ถ้าราคาจะขึ้น 0.60 บาท/ลิตร แล้วเติม 40 ลิตร จะประหยัดได้เพียง 24 บาท แต่ถ้าต้องขับรถอ้อมนอกเส้นทางไปเติมโดยเฉพาะ ส่วนต่างที่ประหยัดได้ก็หายไปเกือบหมด ดังนั้น เทคนิคนี้คุ้มจริงเมื่อน้ำมันใกล้หมดอยู่แล้ว และปั๊มอยู่ในเส้นทางที่ผ่านอยู่แล้วด้วย
เพราะราคาน้ำมันมักประกาศช่วงดึกหรือวันหยุด เนื่องจาก กบน. ต้องรอราคาปิดตลาดสิงคโปร์ช่วง 19.00-20.00 น. ก่อน ถ้าอยากรู้ว่าน้ำมันจะขึ้นหรือลง แนะนำให้ติดตามเพจการเงินต่างๆ ที่แจ้งเตือนราคาบน Facebook ที่จะแจ้งเตือนทุกครั้งที่ราคาจะมีการเปลี่ยนแปลง
เทคนิค 2 เลิกกลัวรถพัง แล้วเซฟเงินทันที
แก๊สโซฮอล์ E20 (เอทานอล 20% + เบนซิน 80%) คือทางเลือกที่ถูกกว่าเบนซิน 95 อยู่หลายบาทต่อลิตร แต่ก่อนเปลี่ยนต้องรู้ก่อนว่ารถตัวเองรองรับหรือไม่ เพราะแก๊สโซฮอล์ E20 ใช้ได้กับเครื่องยนต์ที่ออกแบบมารองรับ E20 เท่านั้น วิธีเช็กคือดูสติกเกอร์ที่ฝาถังน้ำมันหรือคู่มือรถ รถยนต์ส่วนใหญ่ที่ผลิตหลังปี พ.ศ.2551 มักรองรับแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ แต่สำหรับรถรุ่นเก่าควรตรวจสอบคู่มือก่อนเสมอ
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ แก๊สโซฮอล์ E20 มีราคาถูกกว่า แต่เนื่องจากเอทานอลให้พลังงานความร้อนน้อยกว่าเบนซินเพียวๆ รถจึงสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ 95 ดังนั้น ต้องดูส่วนต่างราคาในวันนั้นด้วยว่าคุ้มหรือไม่ ถ้าส่วนต่างราคาสูงพอ E20 ก็ยังคุ้มกว่าอยู่ดีในแง่ค่าใช้จ่ายรวม
เทคนิค 3 ลมยางรถอ่อนคือศัตรูเงียบที่เปลืองน้ำมันรถ
ยางที่อ่อนกว่ามาตรฐานเพียง 5 PSI จะเพิ่มแรงเสียดทาน ทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักขึ้นและเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เทคนิคสำคัญที่หลายคนพลาดคือควรเช็กลมยางตอน “ยางเย็น” (ก่อนเริ่มขับหรือจอดพักมานานเกิน 3 ชั่วโมง) เพราะถ้าเช็กตอนยางร้อน แรงดันอากาศจะขยายตัวจนค่าที่วัดได้คลาดเคลื่อน ทำให้เมื่อเติมลมเข้าไปไม่พอและเปลืองน้ำมันเหมือนเดิม ค่ามาตรฐานดูได้จากสติกเกอร์ขอบประตูรถหรือคู่มือ เช่น รถเก๋งอยู่ที่ 30-35 PSI แนะนำเช็กทุก 2-4 สัปดาห์
เทคนิค 4 เปลี่ยนยอดจ่ายค่าเติมน้ำมันเป็นเงินคืน
น้ำมันแพงก็จริง แต่ถ้าเติมแล้วได้ Cashback ก็ช่วยลดภาระการเงิน ซึ่ง บัตรเครดิต หลายธนาคารมีโปรแกรมสะสมแต้มหรือเงินคืนเมื่อเติมน้ำมันที่ปั๊มที่ร่วมรายการ ลองดูตัวอย่าง บัตรเครดิตเติมน้ำ มันเหล่านี้ได้เลย
| บัตรเครดิต | ปั๊มที่ร่วมรายการ | เงินคืน | ค่าธรรมเนียมปี | จุดเด่น |
| PTT Blue Credit Card (กสิกรไทย) | ปตท. | รับคืน 2% (ใช้ 500 แต้ม K-Point แลก) | ฟรีปีแรก / ปีถัดไป 1,050 บาท | สะสม 2 ต่อ (Blue + K Point) / ส่วนลดคาเฟ่อเมซอน / ประกันเดินทางฟรี 2 แสนบาท |
| Bangkok Bank M Luxe Visa | บางจาก/คาลเท็กซ์ | รับคืน 3% (เมื่อเติมน้ำมันครบ 800.-) | ฟรีปีแรก / ปีถัดไป 4,000 บาท | คะแนน M Point x4 / ส่วนลดห้างฯ 10% / มีที่จอดรถสำรองและ Lounge |
| KTC Bangchak Visa Platinum | บางจาก | รับคืน 1% ทันที + แลกแต้มลดเพิ่ม 33% | ฟรี | 25 บาท = 1 KTC Forever แลกคะแนนรับส่วนลดพิเศษ เติมน้ำมันได้คืนทันที 1% |
| ttb absolute | ทุกปั๊ม | รับคืน 5% (เมื่อเติมครบ 600.- ขึ้นไป) | ฟรี | คุ้มสุดเมื่อใช้ผ่านแอป CaltexGO |
| Card X Toyota Platinum | ทุกปั๊มทั่วโลก | คืน 1% (เมื่อเติมน้ำมันครบ 800.-) | ฟรี | ส่วนลดเช็กระยะและอะไหล่ที่ศูนย์ Toyota |
| UOB TMRW Credit Card | เชลล์/คาลเท็กซ์ | รับคืนสูงสุด 10% (ตามโปรโมชันปั๊ม) | ฟรีปีแรก / ปีถัดไป 2,000 บาท | เลือกหมวดเงินคืนได้ตามใจ และ ผ่อน 0% นาน 3-10 เดือน |
| Krungsri Signature | บางจาก | รับคืน 5% (เมื่อเติมน้ำมันที่บางจาก) | ฟรีปีแรก / ปีถัดไป 4,280 บาท | ทุก 25 บาท = 1 คะแนน โดยแต้มแลกของกิน-เที่ยวได้ มีสิทธิพิเศษครอบคลุมหลายหมวด |
| ICBC Horoscope UnionPay Platinum | หลายปั๊ม | คืน 6% (เมื่อเติมน้ำมันครบ 800.-) | ฟรี | รับคะแนนสะสม x2 / เลือกผ่อน 0% ได้หลายรายการ |
*เช็กข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน 2569
*โปรโมชั่นอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับธนาคารโดยตรงก่อนสมัคร
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
*ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
เมื่อต้องอยู่กับวงจร น้ำมันขึ้นราคา ที่เราคุมไม่ได้
การรับมือกับวิกฤต น้ำมันแพง ไม่ใช่การนั่งรอให้ราคามันลดลง แต่คือการรู้วิธีบริหารจัดการสิ่งที่อยู่ในมือเราให้ดีที่สุด ถ้าวันนี้เราเริ่มปรับพฤติกรรมการใช้รถให้เป็นนิสัย เชื่อเถอะว่าเงินที่เหลือติดกระเป๋าเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน จะช่วยให้คุณผ่านยุคของแพงนี้ไปได้แบบเจ็บตัวน้อยที่สุด