การมีบ้านสักหลังหรือรถสักคัน ไม่ใช่แค่การมีเงินดาวน์หรือมีรายได้ที่เพียงพอเท่านั้น แต่มันคือการพิสูจน์ความน่าเชื่อถือในสายตาของสถาบันการเงิน หลายคนต้องฝันสลายเพียงเพราะคำสั้นๆ ที่เจ้าหน้าที่สถาบันการเงินแจ้งว่า “คุณไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากประวัติเครดิต” หรือที่เรียกกันติดปากว่า ติดเครดิตบูโร ซึ่งความกังวลใจมักตามมาด้วยคำถามมากมาย เช่น ไปค้างจ่ายหนี้อะไรไว้ไหม แล้วประวัติหนี้เสียจะติดตัวไปจนตายเลยหรือเปล่า? แล้วถ้าอยากจะเริ่มต้นใหม่ต้องรออีกกี่ปี? บทความนี้ จะพาไปทำความรู้จักเรื่องเกี่ยวกับเครดิตบูโร เพื่อให้คุณพร้อมสำหรับการขอสินเชื่อครั้งสำคัญในชีวิต

ติดเครดิตบูโร คือประวัติการเงินที่สถาบันการเงินใช้ประเมินความเสี่ยง ก่อนอนุมัติการกู้สินเชื่อ
หากเปรียบการขอสินเชื่อเป็นการสมัครงาน เครดิตบูโร ก็คือ Resume ทางการเงินที่บอกเล่าประวัติการใช้เงินของคุณอย่างละเอียดยิบ โดย บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (National Credit Bureau – NCB) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดเก็บข้อมูลชุดนี้ โดยจะรวบรวมจากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิก เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการประเมินความเสี่ยงก่อนอนุมัติเงินกู้สินเชื่อต่างๆ ซึ่งข้อมูลที่เครดิตบูโรจะจัดเก็บข้อมูลเป็น 2 ส่วน ได้แก่
- ข้อมูลบ่งชี้ เป็นข้อมูลที่แสดงตัวตนของคุณ เช่น ชื่อ ที่อยู่ วันเกิด การสมรส อาชีพ เลขบัตรประชาชน และหรือถ้าเป็นนิติบุคคลจะแสดง ชื่อ สถานที่ตั้ง เลขที่หรือทะเบียนนิติบุคคล
- ข้อมูลสินเชื่อ เป็นข้อมูลการอนุมัติว่าผ่านหรือไม่ผ่าน รวมถึงประวัติในการชำระสินเชื่อ เช่น มีบัตรเครดิตมากี่ใบ ขอกู้ซื้อรถมากี่ครั้ง ขอสินเชื่อบ้านมากี่หลัง ได้วงเงินเท่าไหร่ สถานะบัญชีเป็นไง ผ่อนตรงตามงวดไหม ชำระงวดละเท่าไหร่
ตัวเลขสถานะที่บอกสุขภาพทางการเงินว่า ติดเครดิตบูโร หรือ บัญชีปกติ
เวลาที่คุณขอ รายงานเครดิตบูโร มาดู สิ่งที่ต้องสังเกตคือรหัสสถานะบัญชี ซึ่งเป็นตัวเลข 2 หลัก ที่สถาบันการเงินใช้ตัดสินใจ และนี่คือเลขสถานะเครดิตบูโรที่ควรทำความรู้จัก
- รหัส 10 หรือ 010 (ปกติ) : หมายถึงบัญชีปกติ จ่ายตรง ไม่เคยค้างชำระเกิน 90 วัน เป็นสถานะที่สถาบันการเงินมั่นใจที่สุด ถือเป็นสัญญาณไฟเขียวในการขอสินเชื่อ
- รหัส 11 หรือ 011 (ปิดบัญชี) : หมายถึงชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว หรือชำระตามยอดที่ตกลงกันไว้ในการปรับโครงสร้างหนี้จนจบสัญญา เป็นการเคลียร์หนี้จบแล้ว
- รหัส 12 หรือ 012 (พักชำระหนี้) : หมายถึงอยู่ระหว่างใช้สิทธิ์พักชำระหนี้ตามนโยบายของสถาบันการเงินในช่วงสถานการณ์ต่างๆ
- รหัส 20 หรือ 020 (มีหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน) : หมายถึงรหัสที่คนมักเรียกว่า “ติดบูโร” บ่งบอกว่าคุณเริ่มผิดนัดชำระหนี้ในระยะยาว
- รหัส 21 หรือ 021 (ค้างเกิน 90 วันจากเหตุไม่ปกติ) : หมายถึงหนี้ค้างชำระยาวที่เกิดจากสถานการณ์ไม่คาดคิด
- รหัส 30 หรือ 030 (อยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย) : หมายถึงว่าเรื่องถึงชั้นศาลแล้ว เจ้าหนี้กำลังดำเนินการตามกฎหมายเพื่อทวงถามหนี้
- รหัส 31 หรือ 031 (ชำระหนี้ตามคำพิพากษา) : หมายถึงอยู่ในช่วงที่ศาลมีคำสั่งลงมาแล้ว และลูกหนี้กำลังผ่อนชำระตามที่ได้ตกลงกันในชั้นศาล
- รหัส 32 หรือ 032 (ศาลยกฟ้อง) : หมายถึงกรณีคดีขาดอายุความหรือเหตุอื่นๆ (ยกเว้นกรณีหนี้ไม่มีอยู่จริง) สถานะนี้ยังถือว่ามีความเสี่ยงในสายตาผู้กู้ใหม่
- รหัส 33 หรือ 033 (ปิดบัญชีเนื่องจากตัดหนี้สูญ) : หมายถึงหนี้เสียที่เจ้าหนี้เลิกทวงถามแล้ว แม้จะดูเหมือนจบ แต่สถานะนี้ทำให้กู้ที่อื่นยากมากในอนาคต
- รหัส 40 หรือ 040 (อยู่ระหว่างชำระเพื่อปิดบัญชี) : หมายถึงคุณกำลังพยายามแก้ไขหนี้ก้อนนั้นอยู่ เมื่อชำระจบจะถูกปรับเป็นสถานะ “ปกติ” หรือ “ปิดบัญชี” ต่อไป
- รหัส 41 หรือ 041 (อยู่ระหว่างตรวจสอบ) : หมายถึงมีข้อสงสัยเรื่องการทุจริต หรือลูกหนี้ขอตรวจสอบรายการที่ผิดปกติ จึงยังไม่มีข้อยุติในยอดหนี้
- รหัส 42 หรือ 042 (โอนขายหนี้) : หมายถึงสถาบันการเงินเดิมขายหนี้ของคุณให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) อื่นๆ ไปแล้ว
- รหัส 43 หรือ 043 (ชำระหนี้เสร็จสิ้นกับผู้รับโอน) : หมายถึงคุณตามไปปิดหนี้กับบริษัทที่ซื้อหนี้คุณไปเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการเริ่มต้นใหม่
- รหัส 44 หรือ 044 (โอนขายบัญชีสถานะปกติ) : หมายถึงในกรณีนี้มักเกิดจากการควบรวมกิจการหรือขายพอร์ตลูกค้า โดยที่ประวัติการชำระของคุณยังดีอยู่
[h3] ถ้า ติดเครดิตบูโร จะโดนทำแบล็คลิสต์ คำนี้ไม่มีจริง เป็นแค่คำเปรียบเทียบ
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่ฝังรากลึกที่สุดคือการเชื่อว่า บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) หรือเครดิตบูโร มีหน้าที่จัดทำรายชื่อที่มีประวัติหนี้เสีย หรือที่เรียกกันติดปากว่าแบล็คลิสต์ (Blacklist) เพื่อแบนไม่ให้ใครบางคนสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้อีกต่อไป แต่ในความเป็นจริงตามข้อกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ในรายงานข้อมูลเครดิตไม่มีคำว่าแบล็คลิสต์ปรากฏอยู่แม้แต่บรรทัดเดียว
ซึ่งในความเป็นจริง รายงานเครดิตบูโรคือการบันทึกข้อมูลตามความจริงเท่านั้น หากคุณจ่ายหนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อรถยนต์ หรือหนี้อื่นๆ ตรงเวลา ข้อมูลก็โชว์ว่าปกติ หากค้างชำระข้อมูลก็โชว์ว่าค้าง ซึ่งอำนาจในการตัดสินใจว่าจะให้กู้หรือไม่ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสถาบันการเงินล้วนๆ
พูดง่ายๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นคือ เครดิตบูโรเป็นคนถือสมุดพก ส่วนสถาบันการเงินป็นคนตรวจคะแนนถ้าคะแนนในสมุดพกของคุณไม่ดี สถาบันการเงินก็แค่ปฏิเสธตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ดังนั้น แบล็คลิสต์จึงเป็นมาตรฐานการคัดกรองลูกหนี้ของแต่ละสถาบันการเงินที่เรียกต่อๆ กันมานั่นเอง
เครดิตบูโรติดกี่ปีถึงหาย คำตอบคือ ถ้าเคลียร์หนี้ต้องรอ 3 ปี แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจติดนานถึง 8 ปี
เมื่อเกิดปัญหาค้างชำระหนี้จนเสียประวัติ คำถามที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องรอนานแค่ไหน ข้อมูลถึงจะกลับมาใสสะอาด?” หลายคนมักเข้าใจผิดว่าข้อมูลจะหายไปเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความจริงแล้ว ระบบเครดิตบูโรมีการจัดเก็บข้อมูลตามรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งระยะเวลาจะสั้นหรือยาวนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณจัดการหนี้ก้อนนั้นอย่างไร ดังนี้
เครดิตบูโรกับกฎ 3 ปี (36 เดือน) สำหรับผู้ที่ปิดหนี้จบหรือชำระปกติ
สำหรับผู้ที่มีสถานะบัญชีปกติ หรือคนที่เคยมีประวัติค้างชำระแต่ปัจจุบันได้ชำระหนี้จนครบถ้วนแล้ว ระบบเครดิตบูโรจะใช้วิธีการบันทึกข้อมูลย้อนหลังไม่เกิน 36 เดือน หรือ 3 ปี โดยสถาบันการเงินจะส่งข้อมูลใหม่เข้าไปทุกเดือน และข้อมูลเก่าสุด (เดือนที่ 37) จะถูกลบออกไปโดยอัตโนมัติ ดังนั้น หากชำระหนี้ให้ตรงเวลาตั้งแต่วันนี้ หรือรีบปิดหนี้เสียให้เป็นศูนย์ ประวัติที่ไม่ดีในอดีตจะค่อยๆ ถูกดันออกจากรายงานจนหมดภายใน 3 ปี และแทนที่ด้วยประวัติการชำระที่ดีแทน
กรณีค้างชำระนานจนเป็นหนี้เสีย (NPL) และไม่เข้าไปจัดการ
ในกรณีที่คุณผิดนัดชำระหนี้เกิน 90 วัน และไม่ได้เข้าไปเจรจาประนอมหนี้หรือปิดบัญชี ข้อมูลจะถูกบันทึกเป็นหนี้ค้างชำระ (NPL) โดยสถาบันการเงินจะส่งข้อมูลการค้างชำระให้เครดิตบูโรต่อเนื่องไม่เกิน 5 ปี และหลังจากนั้นข้อมูลจะถูกเก็บค้างในระบบต่ออีก 3 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด
หากคุณเลือกที่จะไม่จัดการหนี้เลย ประวัติเสียนี้อาจค้างอยู่ในระบบนานสูงสุดถึง 8 ปี (5 ปีของการส่งข้อมูล + 3 ปีของการจัดเก็บ) ถือเป็นระยะเวลาที่นานมากและส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมทางการเงินในอนาคต ดังนั้น การเข้าไปเจรจาเพื่อปิดหนี้จึงเป็นทางออกที่ช่วยกู้คืนเครดิตของคุณได้รวดเร็วที่สุด

แจก 3 วิธีแก้ประวัติเสียจากเครดิตบูโรให้กู้ซื้อรถ ซื้อบ้านผ่าน
หลายคนตั้งคำถามว่า “ถ้ายังมีชื่อติดบูโรอยู่ จะสามารถยื่นกู้ซื้อบ้านหรือออกรถได้เลยหรือไม่?” คำตอบแบบตรงไปตรงมาคือ “ยากมาก แต่อาจมีโอกาสหากรู้วิธีจัดการ” ซึ่งโดยปกติแล้วสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะไม่อนุมัติสินเชื่อใหม่ให้กับผู้ที่ยังมีสถานะค้างชำระ เช่น รหัส 20 เพราะถือว่ามีความเสี่ยงสูง แต่แต่ประวัติเครดิตไม่ใช่ตราบาปตลอดชีวิต หากคุณต้องการจะกลับมาได้รับอนุมัติสินเชื่ออีกครั้ง คุณต้องทำตามแผนการฟื้นฟูเครดิต 3 วิธี ดังนี้
วิธีที่ 1 : ชำระหนี้ค้างชำระให้เป็นศูนย์ (ปิดบัญชี)
นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เพราะไม่มีสถาบันการเงินไหนจะให้เงินกู้ใหม่กับคนที่ยังมีหนี้เก่าค้างอยู่ คุณต้องสำรวจว่ามีหนี้ก้อนไหนที่ยังค้างชำระ แล้วดำเนินการจัดการให้สถานะเปลี่ยนเป็น “11: ปิดบัญชี” หรือ “43: ชำระหนี้เสร็จสิ้นกับผู้รับโอน” ให้เร็วที่สุด
Tip :
หากยอดหนี้สูงเกินกำลัง ให้ลองเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อขอส่วนลดปิดบัญชี (Haircut) หรือทำตกลงเงื่อนไขที่จ่ายไหวเพื่อให้ยอดหนี้เป็นศูนย์
วิธีที่ 2 : เว้นระยะเวลาและเตรียมเอกสารยืนยัน (ใบปิดหนี้)
หลังจากชำระหนี้จนยอดเป็น 0 แล้ว ข้อมูลในระบบเครดิตบูโรอาจใช้เวลาอัปเดต 30-60 วัน แต่คุณสามารถยื่นกู้ได้เร็วขึ้นหากมีใบปิดหนี ซึ่งเป็นเอกสารยืนยันตัวจริงจากสถาบันการเงินเจ้าหนี้เดิม
Tip :
สำหรับการกู้ซื้อบ้าน แนะนำให้เว้นช่วงหลังจากปิดหนี้ไปแล้วอย่างน้อย 6-12 เดือน เพื่อให้ธนาคารเห็นว่าคุณไม่มีภาระหนี้ค้างคาแล้วจริงๆ และเริ่มมีความมั่นคงทางการเงินใหม่
วิธีที่ 3 : สร้างประวัติการชำระที่ดีขึ้นมาใหม่ (Re-Credit)
สถาบันการเงินไม่ได้ดูแค่ประวัติเสียในอดีต แต่ดูพฤติกรรมในปัจจุบันด้วย คุณต้องทำให้เห็นว่าตอนนี้คุณมีวินัยแล้ว วิธีที่ง่ายที่สุดคือการสมัครบัตรเครดิตแบบใช้เงินฝากค้ำประกัน (Cash Secured) เพราะเป็นสินเชื่อที่อนุมัติง่ายเกือบ 100% แม้จะเคยมีประวัติเสียมาก่อน เนื่องจากสถาบันการเงินไม่มีความเสี่ยงเพราะมีเงินฝากของคุณค้ำประกันไว้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะยังคงส่งข้อมูลการชำระเงินของคุณเข้าไปที่เครดิตบูโรตามปกติทุกเดือนอีกด้วย
Tip :
วางเงินฝากค้ำประกันไว้กับธนาคารเพื่อรับบัตรเครดิตมาใช้ จากนั้นให้นำไปใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ และจ่ายคืนให้เต็มจำนวน ตรงเวลาทุกงวด ต่อเนื่องกัน 6 เดือนขึ้นไป เพื่อสร้างข้อมูลการชำระปกติ”(รหัส 10) เข้าไปในระบบบูโร ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินอนุมัติสินเชื่ออย่างบ้านหรือรถให้คุณ

เช็กเครดิตบูโรด้วยตัวเองง่ายๆ ผ่าน Mobile Banking, ตู้ ATM, ที่ทำการไปรษณีย์, ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร และแอปทางรัฐ
ก่อนจะยื่นกู้ซื้อบ้านหรือออกรถ ควรตรวจสุขภาพเครดิตของตัวเองล่วงหน้า เพราการรู้สถานะของตัวเองก่อน จะช่วยให้คุณวางแผนได้ถูกทาง ว่าควรยื่นกู้ได้เลย ควรรอเวลา หรือควรแก้ไขอะไรเพิ่มเติมก่อน ซึ่งปัจจุบันคุณไม่จำเป็นต้องลางานเพื่อไปต่อแถวรอคิวอีกต่อไป เพราะเครดิตบูโรได้เชื่อมต่อระบบกับสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อให้คุณเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ดังนี้
ตรวจเครดิตบูโรผ่านแอป “ทางรัฐ” (สะดวกและมีแบบฟรี!)
แอปพลิเคชัน ทางรัฐ เป็นช่องทางใหม่ที่รัฐบาลพัฒนาขึ้นเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐได้ง่ายขึ้น ซึ่งหนึ่งในบริการที่ยอดนิยมที่สุดคือการตรวจเครดิตบูโร
- ตรวจข้อมูลเครดิตแบบสรุป (ฟรี) : สามารถดูสถานะภาพรวมได้ทันที ไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงเข้าแอปแล้วเลือกเมนู “บริการ” > “การเงิน/ประกัน” > “เครดิตบูโร” ระบบจะแสดงข้อมูลสรุปให้คุณ
- ขอรายงานฉบับเต็ม (NCB e-Credit Report) : หากต้องการรายงานละเอียด มีค่าธรรมเนียม 150 บาท โดยระบบจะจัดส่งไฟล์ PDF ให้ทางอีเมลภายในไม่กี่นาทีหรือไม่เกิน 24 ชั่วโมง
ตรวจเครดิตบูโรช่องทางออนไลน์และดิจิทัลอื่นๆ
- Mobile Banking (แอปฯ ธนาคาร): เช่น K PLUS, SCB EASY, Krungthai NEXT, ttb touch หรือ MyMo เป็นต้น ซึ่งจะรายงานทางอีเมลภายในไม่กี่นาทีหรือไม่เกิน 24 ชั่วโมง
- รายงานฉบับเต็ม : ค่าธรรมเนียม 150 บาท
- รายงานฉบับเต็ม + คะแนนเครดิต (Credit Score ): ค่าธรรมเนียม 200 บาท
- แอปฯ เป๋าตัง หรือ Bureau OK : เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สะดวก ค่าธรรมเนียมรายงานฉบับเต็มอยู่ที่ 150 บาท (และบางช่วงมีโปรโมชั่นราคาพิเศษในแอป Bureau OK เหลือเพียง 100 บาท โปรดเช็กหน้าแอปอีกครั้ง)
ตรวจเครดิตบูโรช่องทางออฟไลน์ (สำหรับผู้ที่ต้องการเอกสารตัวจริง)
- ตู้บริการอเนกประสงค์ภาครัฐ (Government Smart Kiosk) : ใช้เพียงบัตรประชาชนสแกนที่ตู้ (มักตั้งตามห้างสรรพสินค้าหรือสถานีรถไฟฟ้า) เพื่อรับรายงานแบบสรุปได้ฟรี
- ตู้ตรวจเครดิตบูโรด้วยตนเอง (ตู้คีออส) : ตั้งอยู่ตามสถานีรถไฟฟ้าและห้างสรรพสินค้า
- รายงานเครดิตบูโรแบบสรุป จะไม่มีค่าใช้จ่าย
- รายงานเครดิตบูโรฉบับเต็ม มีค่าธรรมเนียม 100 บาท (รับทางอีเมลทันที)
- ศูนย์ตรวจเครดิตบูโรแบบรอรับได้เลย : เช่น สถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง, BTS หมอชิต หรือสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยจะได้รายงานเครดิตบูโรฉบับเต็ม ซึ่งมีค่าธรรมเนียม 100 บาท เพียงนำบัตรประชาชนไปใบเดียว รอรับผลได้ภายใน 15 นาที
- เคาน์เตอร์ธนาคารและที่ทำการไปรษณีย์ จะมีค่าค่าธรรมเนียม 150 บาท โดยรอรับผลทางไปรษณีย์ลงทะเบียนภายใน 7 วันทำการ)
ติดเครดิตบูโร แก้ได้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล
ติดเครดิตบูโร ไม่ใช่ภาพจำของอดีตที่จะตามมาหลอกหลอนเราไปตลอดกาล แต่มันคือกระจกสะท้อนวินัยที่เปิดโอกาสให้เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ หากวันนี้เงาสะท้อนในรายงานของคุณยังดูไม่สวยงาม อย่าเพิ่งถอดใจไป เพราะระยะเวลา 3 ปีที่ใช้ในการซ่อมแซมประวัติ อาจดูเหมือนนานในวินาทีที่เราเริ่มนับหนึ่ง แต่หากคุณเปลี่ยนความกลัวเป็นความมุ่งมั่น และลงมือแก้ไขอย่างถูกวิธีตั้งแต่วันนี้ เมื่อเวลาผ่านไปคุณจะพบว่าสมุดพกทางการเงินเล่มนี้เองที่จะกลายเป็นใบเบิกทางชั้นดี ที่ช่วยเปิดประตูแห่งโอกาสให้คุณเป็นเจ้าของบ้านหรือรถในฝันได้อย่างภาคภูมิใจอีกครั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก : ธนาคารแห่งประเทศไทย