ยังไม่ถึงสิ้นเดือนแต่หลายคนก็คงเริ่มรู้สึกสิ้นใจกันแล้ว ทั้งที่มองสลิปเงินเดือนก็ถือว่าไม่น้อยหน้าใคร แต่เมื่อเปิดแอปพลิเคชันดูยอดเงินคงเหลือกลับพบว่าเงินในบัญชีแทบจะไปไม่รอดถึงสิ้นเดือน เลยทำให้เกิดความสงสัยว่าเงินเดือนหายไปไหนหมด สิ่งนี้อาจจะเกิดพฤติกรรมการเงินส่วนตัวที่เรียกว่า Lifestyle Inflation (อัตราเงินเฟ้อในการใช้ชีวิต) และถือเป็นศัตรูตัวร้ายทางการเงินของคนยุคใหม่ที่เมื่อได้เงินมาก็เก็บเงินไม่อยู่ และเผลอใช้เงินเกินตัวในที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาการเงินใหญ่โตขึ้น บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจกันว่า Lifestyle Inflation คืออะไร ใช่สิ่งเดียวกับ เงินเฟ้อ ไหม แล้วจะจัดการสิ่งนี้ได้ยังไงบ้าง

Lifestyle Inflation คืออัตราเงินเฟ้อในการใช้ชีวิตที่อาจเกิดขึ้นเมื่อรายได้คุณเพิ่มขึ้น
ก่อนอื่นอยากชวนทำความเข้าใจก่อนว่าเงินเดือนที่หายไปจากกระเป๋า จนทำให้อยู่ในสภาวะเก็บเงินไม่อยู่ เกิดจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้หรือเกิดจากไลฟ์สไตล์ โดยจำแนกความต่างได้ คือ
ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญ
ภาวะเงินเฟ้อ คือภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยรวมในระบบเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ “อำนาจซื้อ” (Purchasing Power) ของเงินในมือเราลดลง ตัวอย่างคลาสสิกคือ สมัยก่อนคุณซื้อก๋วยเตี๋ยวชามละ 30 บาท แต่ปัจจุบันต้องจ่าย 60 บาท เพื่อให้ได้ปริมาณเท่าเดิม นี่คือปัจจัยภายนอกที่เกิดจากต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และนโยบายการเงิน ซึ่งกระทบทุกคนในประเทศเหมือนกันหมด
Lifestyle Inflation กับดักพฤติกรรมที่มาพร้อมกับความสำเร็จ
Lifestyle Inflation คือ อัตราเงินเฟ้อในการใช้ชีวิต โดยจะเกิดขึ้นเมื่อรายได้ของคุณเพิ่มขึ้น แล้วคุณขยับมาตรฐานการใช้ชีวิตตามขึ้นไปทันทีในอัตราที่เท่ากัน หรืออาจจะมากกว่าเงินที่ได้มาเพิ่มด้วยซ้ำ เช่น เมื่อก่อนใช้สมาร์ทโฟนรุ่นธรรมดาพอได้เงินเดือนเพิ่มก็ต้องเปลี่ยนเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่หรือสมาร์ทโฟนเรือธงทันที หรือการเปลี่ยนจากการกินข้าวแกงมาเป็นอาหารหรูในห้างแทบทุกมื้อ ภาวะนี้ที่ทำให้คนจำนวนมากแม้จะมีรายได้หลักแสน ได้เพิ่มเงินเดือน แต่กลับทำให้ไม่มีเงินออมเลย

Lifestyle Inflation คือการใช้เพื่อซื้อความสุข ให้รางวัลตัวเอง จนเผลอใช้เงินเกินตัว
ทำไมเงินเดือนขึ้น หรือมีเงินเดือนเยอะๆ ถึงคุมใจตัวเองได้ยาก จริงๆ ถ้าบอกว่ามนุษย์ใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลก็ไม่ผิดนัก เพราะเรื่องนี้มาคำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ซึ่งนักวิจัยระดับโลกอย่าง Daniel Kahneman ที่พบว่าสมองมนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลที่สมบูรณ์แบบเสมอไป แต่เมื่อกลไกทางอารมณ์ที่คอยเบี่ยงเบนการตัดสินใจของอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องเงินกับไลฟ์สไตล์ มีกฎจิตวิทยา 3 ข้อที่แอบทำงานอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนหลายคนเก็บเงินไม่อยู่ ไม่มีเงินเก็บ
ความเหนื่อยล้าต้องได้รางวัลที่คุ้มค่า
ต้องมีสักครั้งในชีวิตที่ต้องประชุมทั้งวัน หรือปั่นงานแบบหามรุ่งหามค่ำ พอเป็นอิสระจากงานโปรเจกต์นั้น สมองก็จะสั่งการทันทีว่า “ฉันทำงานมาหนักมาก ควรจะได้รางวัลอะไรสักอย่าง” ซึ่งในทางจิตวิทยา เมื่อความเครียดคืบคลานเข้ามา จะทำให้สมองโหยหาความสุขแบบเร่งด่วน เหตุผลนี้เองเลยต้องมีรางวัลความเหนื่อยล้า เช่น “มื้อนี้ขอกินบุฟเฟต์หรูๆ หน่อยเถอะ ให้สมกับการทำงานหนัก” แน่นอนว่า คุณสมควรได้รับสิ่งนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าควบคุมได้ไม่ดี ก็กลายเป็นความเคยชินที่เลิกได้ยากเช่นกัน
ความคุ้นชินกับความสุข
จริงๆ แล้วมนุษย์มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับความสบายได้เร็วมาก สมมติวันแรกที่คุณได้ย้ายไปคอนโดที่กว้างขึ้น หรือเปลี่ยนมานั่งแท็กซี่ไปทำงาน คุณจะมีความสุขและสบายมากๆ แต่ผ่านไปไม่กี่เดือนความสุขนั้นจะกลายเป็นความเคยชิน และเริ่มมองหาความสุขที่มากกว่านั้น ผลคือค่าใช้จ่ายของคุณจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุด จริงอยู่ที่ว่าทุกคนย่อมทำงานหนักเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น แต่ต้องระวังอย่าให้ความเคยชินพาคุณขยับมาตรฐานชีวิตเร็วเกินไป จนลืมเผื่อทางหนีทีไล่ให้กับเงินออมในอนาคต หรือเงินเกษียณอายุด้วย

กับดัก Lifestyle Inflation ถึงเงินเดือนขึ้นแต่ก็เก็บเงินไม่อยู่
หลายคนมักเข้าใจไปว่า “เราก็ไม่ได้ใช้เงินขึ้นเยอะนะ” แต่ในโลกของความรู้สึกกับความเป็นจริง ยังไงก็ต้องสวนทางกันอยู่เสมอ เพราะว่า Lifestyle Inflation อาจไม่ได้มาในการซื้อของชิ้นใหญ่ในราคาสูงลิ่วเสมอไป แต่แฝงตัวมากับความเคยชินที่แพงขึ้นทีละนิดจนกลายเป็นมาตรฐานชีวิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นตามเงินเดือนที่ได้รับ คุณอาจจะรู้สึกว่าจ่ายเพิ่มนิดเดียว แต่ถ้าเอายอดทุกอย่างมารวมกัน อาจกำลังตกอยู่ในสภาวะการใช้เงินเกินตัวก็ได้ และอาจมากกว่ารายได้ที่มีในตอนนี้อีกเช่นกัน เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมาดูตัวอย่าง Lifestyle Inflation ที่ทำให้รูรั่วการเงินขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
สัดส่วนการใช้เงินเมื่อชีวิตคุณมี Lifestyle Inflation
สมมติว่าในปีที่ผ่านมา คุณมีรายได้ 24,000 บาท ซึ่งตอนนี้รายได้ยังไม่มาก คุณอาจจะยังระวังการใช้จ่ายได้ดี เพราะรู้ตัวว่ามีงบจำกัดเท่าไหร่ สามารถใช้ได้แค่ไหน เช่น
- ค่าเช่าห้อง : เดือนละ 6,000 บาท
- ค่าอินเทอร์เน็ต + ค่าโทรศัพท์ : เดือนละ 1,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัว : เดือนละ 11,000 บาท
- รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 18,000 บาท และ เหลือเป็นเงินเก็บอีก 6,000 บาท
แต่เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 24,000 บาทต่อเดือน ขยับขึ้นมาเป็น 32,000 บาท จากการเลื่อนตำแหน่งหรือปรับเงินเดือน หลายคนก็มักจะเริ่มปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตตามปัจจัยต่าง ๆ โดยคิดว่ารายได้ที่สูงขึ้นจะรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมาได้ เช่น
- ค่าเช่าห้อง : ขยับขยายที่อยู่ใหม่ เดือนละ 10,000 บาท
- ค่าอินเทอร์เน็ต + ค่าโทรศัพท์ : อัปเกรดแพ็กเกจหรือผ่อนมือถือใหม่ เดือนละ 2,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัว : ให้รางวัลตัวเองมากขึ้น เดือนละ 16,000 บาท
- รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะเป็น 28,000 บาท และ เหลือเงินออมเพียง 4,000 บาท
สัดส่วนเงินออมจะหายไปเพราะ Lifestyle Inflation
จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า ถึงรายได้จะเพิ่มขึ้นมาถึง 8,000 บาท แต่สัดส่วนการออมเงินของคุณกลับลดลงจาก 6,000 บาท เหลือเพียง 4,000 บาทเท่านั้น นี่คือหลักฐานว่า Lifestyle Inflation กำลังค่อยๆ กัดกินเงินออมของคุณไปทีละนิด โดยที่ยังรู้สึกว่าชีวิตก็ดูเหมือนจะปกติดีอยู่ ดังนั้น ยิ่งรายได้เยอะขึ้นเท่าไหร่ แต่ถ้าสัดส่วนการเก็บเงินคุณลดลง แปลว่าความมั่งคั่งก็กำลังสวนทางกับตำแหน่งหน้าที่การงานนั่นเอง

วิธีแก้เผ็ด Lifestyle Inflation โดยไม่ทำให้ชีวิตการเงินลำบาก
อ่านถึงตรงนี้และถ้ารู้ตัวว่ากำลังติดกับดัก Lifestyle Inflation สิ่งสำคัญไม่ใช่การ “ห้ามใช้เงิน” หรือกดดันตัวเองให้ใช้ชีวิตลำบากลง เพราะอย่างที่บอกไปข้างต้นว่าทุกคนล้วนทำงานหนักก็เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น แต่ทางออกที่ยั่งยืนกว่าคือการปรับสมดุล ระหว่างความสุขกับความมั่นคง และสร้างระบบการเงินที่ช่วยดึงออกจากพฤติกรรมใช้เงินเกินตัว โดยไม่ต้องพึ่งพาแค่ “แรงใจ” เพียงอย่างเดียว
หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับการใช้สูตรออมเงินอย่าง 50/30/20 หรือการจดบันทึกรายจ่ายแบบ Kakeibo กันมาบ้างแล้ว แต่ถ้าสุดท้ายพอเงินเดือนขึ้นทีไร ก็ยังเก็บเงินไม่อยู่เหมือนเดิม ซึ่งจริงๆ แล้วสาเหตุไม่ใช่เพราะสูตรเหล่านี้ไม่ดี แต่เพราะสูตรการเงินมักจะพ่ายแพ้ให้กับพฤติกรรมการใช้เงินเสมอ
หากยังปล่อยให้ไลฟ์สไตล์ขยายตัวไปตามรายได้ ต่อให้แบ่งสัดส่วนไว้ดีแค่ไหน สุดท้ายก็มักจะเผลอจ่ายเงินให้กับความสุขแบบใหญ่ขึ้นจนเบียดบังเงินออมอยู่ดี ดังนั้น สิ่งที่ต้องจัดการให้ได้ก่อน คือการหยุดวงจร Lifestyle Inflation ไม่ให้กัดกินเงินในอนาคตของไปมากกว่านี้ ด้วย 3 วิธีแก้มือ คือ
ใช้ระบบ “จ่ายเงินให้ตัวเองก่อน” แบบอัตโนมัติ
ความอดทนในการออมเงินอาจไม่ได้ผล ถ้าในวันที่เหนื่อยล้า ความอดทนมักจะต่ำกว่ากิเลสเสมอ ทำให้คุณต้องใช้เงินไปตามกิเลส เพื่อแก้ปัญหาเก็บเงินไม่อยู่ ลองใช้การตั้งค่าโอนอัตโนมัติ (Auto-Debit) ทันทีที่เงินเดือนเข้า และให้หักไปเข้าบัญชีออมเงิน จะบังคับตัวเองให้ใช้เท่าที่เหลือได้โดยอัตโนมัติ
ใช้วิธีแบ่ง 50/50 ของเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น
ทุกครั้งที่คุณได้โบนัสหรือ เงินเดือนขึ้น ให้แบ่งเงินส่วนที่เพิ่มมาเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน คือ
- 50% แรก : อนุญาตให้ตัวเองเอาไปเพิ่มไลฟ์สไตล์ หรือซื้อของที่อยากได้ เพื่อเป็นรางวัลของความสำเร็จ
- 50% หลัง: นำไปเพิ่มสัดส่วนการออมหรือลงทุนทันที
ที่ต้องทำแบบนี้เพราะว่า ถ้าไม่รีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลมของค่าใช้จ่ายตั้งแต่ปีแรกที่เงินเดือนขึ้น พอปีต่อๆ ไปที่ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นอีก เพดานความชินกับความสบายจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกู้กลับยาก ซึ่งวิธีนี้เองเป็นอีกหนึ่งในการรักษาสมดุลให้คุณได้ใช้ชีวิตดีขึ้นในทุกปี โดยที่ความมั่งคั่งก็ยังเติบโตตามรายได้ไปพร้อมๆ กัน ที่ไม่ใช่แค่การดูตัวเลขบนสลิปเงินเดือน แต่ตัวเลขในบัญชีออมเงินกลับย่ำอยู่กับที่
ใช้กฎชะลอความอยากได้ภายใน 48 ชั่วโมง
จริงอยู่ที่เดี๋ยวนี้เราซื้อของง่ายแค่ปลายนิ้ว ซ้ำยังมีโค้ดส่วนลดและแคมเปญของเทศกาลต่างๆ มาล่อตาล่อใจให้อยากกดจ่ายเงินได้ทุกวินาที ดังนั้น เมื่อไหร่ที่คุณอยากได้ของชิ้นใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในแผน ให้บังคับตัวเองให้รอ 48 ชั่วโมงก่อนกดจ่ายเงิน เพราะบ่อยครั้งเมื่อเวลาผ่านไปสัก 2 วัน ความตื่นเต้นที่เกิดจากความเหนื่อยล้าสะสมจะเริ่มลดลง และจะเริ่มคิดด้วยเหตุผลได้ว่าของชิ้นนั้นจำเป็นจริงๆ หรือแค่กำลังโดนป้ายยาเพราะความอยากแก้เครียดกันแน่ เทคนิคนี้จะช่วยให้คุณมีสติในการช้อปปิ้งมากขึ้นกว่าเดิม

3 เครื่องมือออมเงินช่วยสยบ Lifestyle Inflation
เมื่อรู้กลยุทธ์แล้ว การเลือกเครื่องมือที่ “เข้ากับจริต” จะช่วยให้คุณรักษาเงินออมได้ถาวร บทความนี้ได้สรุป 3 ตัวช่วยยอดฮิตมาให้เลือกตามความเหมาะสมแล้ว คือ
- ประกันสะสมทรัพย์ : วินัยเหล็กสำหรับคนมือไว หากคุณรู้ตัวว่าห้ามใจยาก เห็นเงินเหลือเป็นต้องใช้เงิน ประกันสะสมทรัพย์ คือเครื่องมือกำจัด Lifestyle Inflation ที่ดี เพราะเป็นการบังคับการออมอย่างสม่ำเสมอ ถอนออกมาใช้ก่อนกำหนดไม่ได้ ช่วยสร้างวินัยการออมเงินเพื่ออนาคต พร้อมได้รับความคุ้มครองและใช้ลดหย่อนหรือวางแผนภาษีได้อีกด้วย
- กองทุนรวมลดหย่อนภาษี : สำหรับสายลงทุน เหมาะสำหรับคนเงินเดือนสูงที่ไม่อยากเสียภาษีทิ้งไปเฉยๆ การนำเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นมาลงทุนในกองทุนรวม คือการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้ทั้งสะสมความมั่งคั่งในระยะยาวและได้เงินคืนจากภาษีมาเป็นเงินออมเพิ่ม
- เงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน : เงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน มีจุดเด่นคือคุณต้องฝากเงินในจำนวนที่เท่ากันทุกๆ เดือนต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการเก็บเงินไม่อยู่ได้เป็นอย่างดี เครื่องมือนี้จะช่วยล็อคเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นจากรายได้ของคุณไว้อย่างปลอดภัย ไม่ให้ไหลไปกับกิเลสชั่วคราว และช่วยให้คุณมีเงินก้อนโตในวันที่ครบกำหนดอย่างแน่นอน
*เงื่อนไขในกรมธรรม์เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
*ควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจสมัครทำประกันภัย
*การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินในลงทุน
Lifestyle Inflation บทเรียนการเงินที่คนทำงานควรรู้ให้ทัน
Lifestyle Inflation ไม่ใช่เรื่องของความฟุ่มเฟือยเพียงอย่างเดียวครับ แต่มันคือ “กับดัก” ที่แฝงมากับความก้าวหน้าในชีวิต ยิ่งหน้าที่การงานดีขึ้น ไลฟ์สไตล์ก็ขยับตาม จนบางครั้งเงินออมของก็ค่อยๆ หายไปโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น การมีรายได้มากขึ้น ควรทำให้ชีวิตคุณมั่นคงขึ้น ไม่ใช่แค่สบายขึ้นชั่วคราว ซึ่งการรู้เท่าทันพฤติกรรมของตัวเอง สร้างระบบการออมที่ทำได้จริง และไม่ปล่อยให้ความเคยชินนำทางจะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากวงจร Lifestyle Inflation แต่ถ้ายังไม่ก้าวเข้ามา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะช่วยเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด เพื่อให้คุณเติบโตทั้งหน้าที่การงานและฐานะการเงินไปพร้อมๆ กัน
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรุงเทพประกันชีวิต, Pi Financial, investopedia, Thairath Money, fidelity, cleartax, Harvard Federal Credit Union, Forbes