หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่ถูกหยิบมาถกเถียงกันบ่อยๆ ในมนุษย์เงินเดือนที่มี สวัสดิการพนักงาน เป็นประกันสุขภาพกลุ่ม หรือมีสิทธิประกันสังคม ค่ารักษาพยาบาล ก็คือ “ยังต้องจ่ายเงินซื้อประกันสุขภาพเพิ่มอยู่ไหม ในเมื่อบริษัทก็มี สวัสดิการพนักงาน และยังมี สวัสดิการรักษาพยาบาล ของรัฐบาลรองรับอยู่แล้ว” เพราะเป็นการใช้เงินซ้ำซ้อน แต่ในยุคที่อัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) พุ่งสูงขึ้นอาจจะไม่เพียงพอต่อความคุ้มครองในอนาคต ทำให้การพึ่งพาแค่สวัสดิการเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าควรซื้อ ประกันสุขภาพ เพิ่มไหม

ทำความรู้จัก สวัสดิการภาครัฐ สวัสดิการพนักงาน หรือสวัสดิการอื่นๆ ว่าคุณมีความคุ้มครองในระดับไหน?
ก่อนจะตัดสินใจว่าควรจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพเพิ่มไหม FINSTREET อยากให้เช็กก่อนว่ามีสวัสดิการเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพอะไรอยู่บ้าง หรือครอบคลุมแล้วหรือยัง เพื่อตอบคำถามตัวเองได้ชัดขึ้นว่า ควรซื้อประกันสุขภาพเพิ่มดีไหม หรือใช้สวัสดิการที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งโดยมากสวัสดิการที่มนุษย์เงินเดือนได้รับ เช่น
สวัสดิการจากภาครัฐ เช่น ประกันสังคม หรือบัตรทอง 30 บาท
ที่พึ่งพิงสำคัญและมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคทุกระดับ ตั้งแต่โรคทั่วไปจนถึงโรคร้ายแรง ข้อดีคือช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายหลักๆ ได้เกือบทั้งหมดตามสถานพยาบาลที่ระบุไว้ในสิทธิ์ เป็นสวัสดิการที่เน้นความคุ้มครองพื้นฐานที่จำเป็นและช่วยชีวิตคนไทย
สวัสดิการพนักงาน เช่น ประกันสุขภาพกลุ่ม
สวัสดิการพนักงาน เป็นสวัสดิการเสริมที่บริษัทส่วนใหญ่ทำไว้ให้พนักงานเพื่อให้เข้าถึงโรงพยาบาลเอกชนได้สะดวกขึ้น จุดเด่นของประกันสุขภาพกลุ่มคือ คือเคลมง่าย ไม่ต้องตรวจสุขภาพ และคุ้มครองโรคทั่วไปที่เป็นบ่อยๆ ของวัยทำงานได้ดีมาก
สวัสดิการแบบยืดหยุ่น (ขึ้นอยู่แต่ละองค์กร)
ปัจจุบันองค์กรสมัยใหม่เริ่มปรับมาใช้ระบบสวัสดิการที่พนักงานสามารถเลือกจัดสรรได้เองตามความต้องการ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีแต่ก็ยังผูกติดอยู่กับสถานภาพการเป็นพนักงานของคุณเพียงอย่างเดียว

ประกันสังคม vs ประกันกลุ่ม ( สวัสดิการพนักงาน ) vs ประกันสุขภาพส่วนตัว ต่างกันในแง่ไหนบ้าง?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าสิทธิ์แต่ละประเภททำหน้าที่ต่างกันยังไง แล้วและทำไมหลายคนจึงเริ่มมองหาตัวช่วยเพิ่ม ลองดูการเปรียบเทียบในมิติต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อคุณโดยตรงได้ ดังนี้
ระยะเวลาที่จะใช้สิทธิ์รักษาพยาบาลได้
- ประกันสังคม : ถือเป็นสิทธิ์ที่เหนียวแน่น เพราะติดตัวตราบเท่าที่มนุษย์เงินเดือนยังส่งเงินสมทบให้กับระบบประกันสังคม และถึงแม้ลาออกจากงานก็สามารถส่งต่อเองได้ตามมาตรา 39 หรือ 40 ถือว่าเป็นการใช้สิทธิ์รักษาพยาบาลที่มีความต่อเนื่องยาวนาน
- ประกันสุขภาพกลุ่ม : เป็นสวัสดิการที่ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท สิทธิ์จะหายไปทันทีเมื่อลาออกหรือ เกษียณอายุ จึงไม่มีความต่อเนื่องติดตัวไปในระยะยาว
- ประกันสุขภาพตัวเอง : เนื่องจากจ่ายเบี้ยประกันด้วยตัวเอง คุณเป็นเจ้าของ 100% คุ้มครองต่อเนื่องยาวนานตามสัญญาที่เลือกไว้ (โดยมากมักถึงอายุ 85-99 ปี) ไม่ว่าคุณจะย้ายงานกี่ครั้งหรือออกจากงานมาทำธุรกิจส่วนตัวก็ยังใช้สิทธิ์ได้เสมอ
ตัวเลือกในการเข้ารักษาพยาบาล
- ประกันสังคม : เลือกได้เฉพาะโรงพยาบาลตามสิทธิที่ลงทะเบียนไว้เท่านั้น เน้นการรักษาตามมาตรฐานสาธารณสุข หากต้องการเข้าโรงพยาบาลเอกชนอื่นนอกสิทธิประกันสังคม รักษาพยาบาล คุณต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด
- ประกันสุขภาพกลุ่ม : สามารถเลือกโรงพยาบาลเอกชนในเครือข่ายได้หลายแห่งโดยไม่ต้องสำรองจ่าย แต่ต้องคอยบริหารวงเงินที่จำกัดในแต่ละรายการ เช่น ค่าเข้ารักษาคนไข้นอกว่าวงเงินเท่าไหร่ต่อปี หรือที่อาจไม่ครอบคลุมโรงพยาบาลเกรดพรีเมียม เป็นต้น
- ประกันสุขภาพตัวเอง : เป็นไปตามเบี้ยประกันสุขภาพที่คุณเลือกใช้ โดยเฉพาะ แผนเหมาจ่ายที่ให้วงเงินค่ารักษารวมก้อนเดียว (ซึ่งในบางแผนอาจมีเงื่อนไขร่วมจ่าย Co-Pay ตามที่บริษัทกำหนด) ทำให้สามารถเลือกโรงพยาบาลและแพทย์เฉพาะทางได้ทั่วประเทศ พร้อมเข้าถึงยาและเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น
การใช้ประกันเพื่อลดหย่อนภาษี
- ประกันสังคม : เงินสมทบที่เราถูกหักจากเงินเดือนทุกเดือน สามารถนำไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ตามยอดที่จ่ายจริง โดยสูงสุดไม่เกิน 9,000 บาทต่อปี (ตามกฎหมายปกติ) ซึ่งถือเป็นสิทธิ์พื้นฐานที่ช่วยมนุษย์เงินเดือนประหยัดภาษีได้ทุกปี
- ประกันสุขภาพกลุ่ม : เนื่องจากบริษัทเป็นคนจ่ายเบี้ยประกันให้เราทั้งหมด พนักงานจึง ไม่สามารถ นำค่าเบี้ยประกันกลุ่มนี้ไปยื่น ลดหย่อนภาษีส่วนบุคคล ได้
- ประกันสุขภาพตัวเอง : เบี้ยประกันสุขภาพ ที่จ่ายเอง สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 25,000 บาทต่อปี (และเมื่อรวมกับประกันชีวิตทั่วไปต้องไม่เกิน 100,000 บาท) ซึ่งเป็นสิทธิ์เพิ่มเติมที่จะช่วยให้คุณได้เงินคืนภาษีกลับมาเป็นเงินออมได้มากขึ้น
ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มที่ควรซื้อประกันสุขภาพตัวเอง
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังลังเล ลองพิจารณาไลฟ์สไตล์และความกังวลของตัวเองดูก่อนก็ได้ว่า คุณให้ความสำคัญกับปัจจัยเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน เช่น
- ต้องการความรวดเร็วและเป็นส่วนตัว: หากคุณเป็นคนให้ความสำคัญกับเวลา ไม่อยากรอคิวนาน และต้องการโรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการที่สะดวกสบาย มีความเป็นส่วนตัวสูง เหมือนได้รับการพักผ่อนในโรงแรม
- เป็นเสาหลักของบ้าน : หากรายได้ของคุณคือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงคนในครอบครัว การเจ็บป่วยจนทำงานไม่ได้หมายถึงวิกฤตทางการเงิน ประกันสุขภาพตัวเองที่มีค่าชดเชยรายได้หรือเงินก้อนโรคร้ายแรงจะช่วยพยุงครอบครัวให้เดินหน้าต่อได้
- วางแผนเกษียณล่วงหน้า : หากคุณไม่อยากต้องกังวลกับค่ารักษาพยาบาลในวันที่ไม่มีเงินเดือนประจำ และต้องการล็อกเบี้ยประกันในราคาที่ยังถูกอยู่ตั้งแต่วันที่ร่างกายยังแข็งแรง
ตัวอย่างแผนประกันสุขภาพสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อยากซื้อเพิ่มจาก สวัสดิการพนักงาน
ขั้นตอนถัดไปไม่ใช่การรีบซื้อประกันสุขภาพเพิ่มแบบสุ่มๆ แต่คือการเลือกรูปแบบประกันให้ทำงานเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีประกันกลุ่มจากบริษัทอยู่แล้ว การเลือกแผนให้ถูกประเภทจะช่วยให้ได้ความคุ้มครองเพิ่ม โดยไม่ต้องจ่ายเบี้ยซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น ดังนี้
ประกันสุขภาพเหมาจ่าย
สำหรับคนที่มีประกันสุขภาพกลุ่ม หรือสิทธิประกันสังคมอยู่แล้ว แนวคิดที่ได้รับความนิยมมากขึ้นคือการเลือกประกันสุขภาพเหมาจ่ายแบบมีความรับผิดส่วนแรก (Deductible) โดยคุณใช้สวัสดิการจากบริษัทหรือสิทธิ์ที่มีอยู่ รับผิดชอบค่ารักษาก้อนแรกตามวงเงินที่ตกลงไว้ เช่น 20,000-30,000 บาท ซึ่งเป็นวงเงินที่คุณไม่ได้ควักเงินสดเพิ่ม แต่เบิกจากสวัสดิการเดิมที่มีอยู่แล้ว เมื่อค่าใช้จ่ายเกินกว่านั้น ประกันสุขภาพส่วนตัวจะเข้ามาดูแลต่อแบบเหมาจ่ายทันที ซึ่งตัวอย่างแผนประกัน เช่น
[h3] ประกันโรคร้ายแรง
ถึงแม้ระกันสุขภาพจะดูแลค่ารักษาพยาบาลได้ดี แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ “ค่าใช้จ่ายหลังออกจากโรงพยาบาล” เช่น รายได้ที่หายไป ค่าใช้จ่ายในครอบครัว หรือการรักษาทางเลือกที่ไม่สามารถเบิกจากสวัสดิการได้ ซึ่งประกันโรคร้ายแรงทำหน้าที่ต่างออกไป คือ จ่ายเงินก้อนทันทีเมื่อวินิจฉัยโรคร้ายแรงตามเงื่อนไข เพื่อให้ผู้เอาประกันนำเงินไปใช้ตามความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ หรือการฟื้นฟูสุขภาพในระยะยาว ซึ่งตัวอย่างแผนประกัน เช่น
[h3] ประกันชดเชยรายได้
สำหรับคนที่รายได้ผูกกับการทำงานโดยตรง การเจ็บป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาลแม้เพียงไม่กี่วัน อาจหมายถึงรายได้ที่หายไปทันที ประกันชดเชยรายได้จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น “รายได้เสริมชั่วคราว” ในช่วงที่ไม่สามารถทำงานได้ ประกันกลุ่มนี้จะจ่ายเงินชดเชยเป็นรายวันตามจำนวนวันที่นอนโรงพยาบาล และสามารถเบิกทับซ้อนกับประกันกลุ่มหรือประกันสังคมได้ ซึ่งตัวอย่างแผนประกัน เช่น
*เงื่อนไขในกรมธรรม์เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
*ควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจสมัครทำประกันภัย
[h2] ควรซื้อประกันสุขภาพตัวเองไว้เพิ่มไหม?
คำตอบอาจไม่ใช่ “ต้องซื้อ” หรือ “ไม่ต้องซื้อ” สำหรับทุกคน แต่อยู่ที่ว่าคุณรู้หรือยังว่าสวัสดิการที่มีอยู่ช่วยคุณได้แค่ไหน และยังมีช่องว่างตรงไหนที่ควรเตรียมไว้ เพราะค่ารักษาพยาบาลไม่เคยรอให้เราพร้อม และการเตรียมตัวที่ดี ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากแผนที่แพงที่สุด แต่อาจเริ่มจากการเข้าใจสิทธิ์ของตัวเองให้ชัด ก่อนตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะกับชีวิตมากที่สุด
อีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนมักมองข้ามคือ “จังหวะเวลาในการทำประกัน” เนื่องจากประกันสุขภาพส่วนตัวจะพิจารณาจากประวัติสุขภาพย้อนหลัง หากรอให้ตรวจพบโรคร้ายแรงหรือโรคเรื้อรังก่อน บริษัทประกันอาจไม่รับประกัน หรือรับแต่มีเงื่อนไขยกเว้นความคุ้มครองบางโรค การวางแผนตั้งแต่วันที่ร่างกายยังแข็งแรง จึงช่วยเปิดโอกาสในการเลือกแผนที่เหมาะสม และลดข้อจำกัดในอนาคตได้มากกว่า
